music movie sport & etc
วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
การ์ตูนมังงะpdfฟรีฟรี: Goku midnight eye เล่ม 01-02 [แยกเล่ม][PDF][END]
การ์ตูนมังงะpdfฟรีฟรี: Goku midnight eye เล่ม 01-02 [แยกเล่ม][PDF][END]: จิ้มเบาๆนะ เล่ม 01-02
วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2554
Ozzy Osbourne เจ้าพ่อแห่งเพลงเฮฟวีเมทัล และ เจ้าชายแห่งความมืดหม่น
Ozzy Osbourne เจ้าพ่อแห่งเพลงเฮฟวีเมทัล และ เจ้าชายแห่งความมืดหม่น



ชื่อในวงการ - Ozzy Osbourne
ชื่อจริงๆ ตามบัตรประชาชน - John Michael Osbourne
ชื่อเล่น - ไอ้อ้วน / Ozzy / Oz Brain/ John
วัรเดือนปีเกิด - 3 ธันวาคม 1948 (พศ. 2491) ปัจจุบันก็ 57 ปี
เกิดที่ - Birmingham / England

ภรรยา-Sharon
บุตร/ธิดา - จำไม่ได้ว่ามีคัยมั่ง รู้แต่ยายอ้วน Kelly อ่ะ ที่เหลือ ลืม แต่รู้ว่าเพี้ยนทั้งตระกูล
Ozzy เริ่มตั้งวงดนตรีครั้งแรกในประมาณปี 1962 ใช้ชื่อวงว่า 'The Black Panthers' หลังจากนั้นไม่นาน เค้าก็ตัดสินใจที่จะเป็นนักดนตรี ต่อมาทางวงร๊อกชื่อดังระดับท้องถิ่น "Music Machine" ต้องการนักร้องนำ เพราะเจ้าของตำแหน่งเดิมเกิดป่วยขึ้นมาซะยังงั้น Ozzy ก็เลยเข้าไปมั่วๆ แล้วก็ได้ตำแหน่งนักร้องนำมาอย่างไม่ยากเย็นนัก พอหลังจากนั้นเค้าก็ลาออกไป แล้วก็ไปเข้าร่วมกะวง "Approach" แต่ก็อยู่ได้ไม่นานเพราะเบื่อ หลังจากนั้น Terence 'Geezer' Butler ก็ไปพบ Ozzy ขณะที่กำลังเดินซื้อของก็ชวนกันมาฟอร์มวง "Rare Breed" ส่วนอีกฟากนึง Toni Iommy และ William Ward ก็ฟอร์มวงของตัวเองอยู่แล้ว โดยใช้ชื่อวงว่า "Mythology" ก็ย้ายจากเมือง Carlise มาสู่ Birmingham และไปพบกับ Ozzy เข้า จึงชักชวนมาอยู่ในวง หลังจากนั้นทางวงก็รับสมาชิกเพิ่ม (จะเป็นใครมั่งก็อยากไปรู้เลย) หลังจากนั้นไม่นาน Iommy ก็ไล่สมาชิกใหม่ออกไปแล้วก็เหลือสมาชิกเดิมก็คือ Ozzy, Ward, Butler และ Iommy ทั้งสี่คนก็เปลี่ยนชื่อวงใหม่อีกครั้งเป็น "Earth" ซึ่งวงนี้ก็จะเล่นเพลงแนว Blues Rock และต่อมาทั้งสี่คนก็ไปดูหนังเรื่อง Black Sabbath แล้วเกิดความหลอนจิตก็เลยเปลี่ยนชื่อวงมาเป็น Black Sabbath ซะยังงั้นแหละ
และแล้วในวันศุกร์ที่ 13 เดือนมกราคมปี 1970 อัลบั้มแรกของ Black Sabbath ก็ออกวางจำหน่าย มีตำนานเล่าขานว่า Toni Iommy แต่งเพลง Black Sabbath ขึ้นในคุกใต้ดินของปราสาทอะไรซักอย่างนี่แหละ ลืม แล้วก็ถ้านำเพลง Black Sabbath มาเล่นแบบย้อนกลับ ก็จะเป็นคำสวดบูชาซาตาน (มั่วป่าววะ) พอวงเริ่มมีชื่อเสียง ปัญหาที่ตามมาของเหล่าเมทัลก็คือ ยาเสพติด เหล้า ผู้หญิง ซึ่งทำให้ Ozzy แทบจะเสียผู้เสียคนไป ช่วงนี้ก็จะข้ามไปในปี 1978 เลยละกัน
ช่วงปลายปี 1977 Ozzy ลาออกจากวง Black Sabbath ด้วยสาเหตุ พ่อตาย!!! และปัญหายาเสพติด เหล้า ฯลฯ ก็กึ่งๆ ถูกไล่ออกจากวงด้วยนะ โดยที่ William "Bill" Ward เป็นคนเดียวที่ไม่เห็นด้วยในเรื่องการไล่ออก Ozzy
อ่อ...ลืมไป Ozzy แต่งงานครั้งแรกกับ Thelma ซึ่งสาวคนนี้ก็มีลูกติดซะด้วยล่ะ เหอๆ
ในปี 1981 Ozzy ได้ตัดสินใจแต่งงานกับผู้จัดการวง Black Sabbath และต่อมาพอ Ozzy ถูกไล่ออกจาก BS แล้วก็ดึง Sharon ตามออกมาด้วย ในวันที่ 4 กรกฏาคม ปี 1982 Ozzy กับ Sharon ซึ่งเป็นลูกสาวของ Don Arden ผู้จัดการวงคนเก่านั่นแหละ เหอๆ
ในช่วงปี 1978-ปลายๆปี 1979 Ozzy ใช้เวลาหมดไปกับเหล้า ยา และพิซซ่า เค้าได้ใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาลโดยการเหมาโรงแรมชั้นหนึ่งเป็นที่พัก และในช่วงกลางปี 1979 Ozzy ก็คิดอยากจะออกอัลบั้มเดี่ยว แต่ยังหามือกีต้าร์คู่ใจไม่ได้ วันนึง ขณะที่เค้ากำลังนั่งฟังเดโมเทปจากมือกีต้าร์จำนวนมาก Ozzy ก็พบว่า เสียงกีต้าร์จากเทปม้วนนึงโดนใจเค้ามั่กมาก จึงบอกให้ผู้จัดการส่วนตัวคือ Sharon ไปหามาว่าใครคือเจ้าของเสียงกีต้าร์นั้น และแล้ว Randy Rhoads หนุ่มน้อยจาก Santa Monica วัย 23 ปีจากวง Quiet Riot ก็เดินทางมาพบกัน อัลบั้ม Blizzard of Ozz ก็ออกวางจำหน่ายในเดือนมกราคมปี 1981 Ozzy ให้สัมภาษณ์ว่านี่คือมือกีต้าร์ที่ดีที่สุดในโลก Ozzy ได้รวบรวมนักดนตรีตามห้องอัดก็คือ Bob Daisley กับ Lee Kerslake มาเล่นเบสและกลองตามลำดับ และในช่วงเดือนมกราคมปี 1980 อัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของ Ozzy ก็ออกมาจนได้ ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน Ozzy ก็ออกทัวร์คอนเสิร์ทเป็นครั้งแรก ที่ Glasgow, Scotland และเหตุการณ์ที่สร้างให้ Ozzy เป็นตำนานที่เล่าขานไม่รู้จบก็เกิดขึ้นระหว่างทัวร์ Diary of the mad man ในปี 1981 ในคอนเสิร์ทที่ Des Moines, Iowa ก็มีใครก็ไม่รู้โยนค้างคาวเป็นๆ ขึ้นไปบนเวทีแล้วตาเฒ่านี่ก็นึกสนุกอะไรก็ไม่รู้ จับค้างคาวตัวขั้นแล้วกัดเข้าที่หัวแล้วเคี้ยว ปรากฏว่าไอ้ค้างคาวตัวนั้นเป็นของจริงก็เลยกัดเข้าที่ลิ้นของเฒ่า Ozzy มั่ง แต่ป๋า Ozzy ก็ไม่สนโลก ร้องเพลงจนจบคอนเสิร์ทจึงได้ไปโรงพยาบาลเพื่อฉีดยากันบาดทะยัก
ในช่วงทัวร์ Randy Rhoads ก็เปิด Clinic สอนกีต้าร์ และก็เป็นเรื่องบังเอิญชะมัดที่เด็กจิ๊บคนนึงมาเรียนเค้าคือ Joe Holmes
ในวันที่ 19 มีนาคม ปี 1982 Randy Rhoads ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำเสียชีวิต Ozzy ก็บ๊องๆ ไป จังหวะนั้น Ozzy ก็ออกทัวร์อยู่ก็เลยไปเรียกเอา Brad Gillis จากวง Night Ranger มาเล่นแก้กลุ้ม โดยที่ Brad มาเล่นในอัลบั้ม Speak of the devil ซึ่งเป็นบันทึกการแสดงสด หลังจากนั้นไม่นาน Ozzy ก็ได้มือกีต้าร์คนใหม่คือ Jakey Lou Williams หรือ Jake E.Lee มาแทน ซึ่ง Jake ก็ไม่ได้ทำให้ Ozzy ผิดหวัง อัลบั้ม Bark at the moon และในปี 1986 ก็ปล่อยอัลบั้ม The Ultimate Sin ออกมา ซึ่งตัวของ Ozzy และบรรดาแฟนๆ ของเค้าก็บอกว่าเป็นอัลบั้มที่ห่วยแตกมาก Ozzy ก็ไล่ Jake ออกไปซะเลย พอปี 1987 Ozzy ก็ออกอัลบั้มบันทึกการแสดงสด Randy Rhoad's Tribute ออกมา และอัลบั้มนี้ก็ถูกยกย่องว่าเป็นบันทึกการแสดงสดที่ยอมเยี่ยมตลอดกาลอีก อัลบั้มนึงด้วยล่ะ
ปี 1988 Ozzy ก็ออกออัลบั้มใหม่อีก โดยได้ Zakk Wylde หนุ่มน้อยที่มาจากวง 'Pride and Glory' มาเล่นกีต้าร์ให้ ซึ่ง Ozzy ก็ชอบสำเนียงกีต้าร์ของหมอนี่มาก และได้ออกอัลบั้มกับ Zakk อีก 4 อัลบั้มก็คือ No rest for the wicked [1988], No more tears [1991], Ozzmosis [1995] และ Down to Earth [2001]
ในช่วงนั้น Ozzy ก็ออกอัลบั้มบันทึกการแสดงสดมาอีกหลายอัลบั้ม แต่จะขอพูดถึงอัลบั้มเดียวละกันก็คือ Live & Loud ที่ออกมาในปี 1993 ซึ่งอัลบั้มนี้ Ozzy ได้ไปชักชวนเพื่อน BS มาร่วมเล่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆ ปี แต่เหตุการณ์ช๊อกโลกก็เกิดขึ้น Ozzy ประกาศแขวนเต้าเอ้ย...แขวนไมค์ในปี 1993 แต่ก็แค่นั้น เพราะหลังจากนั้นไม่นานป๋าก็ออกอัลบั้มใหม่อีกซะยังงั้น
หลังจากทัวร์ Ozzmosis หมดสิ้นลง Zakk ก็ลาออกจากวง Ozzy เพื่อจะไปตั้งวงใหม่ แต่ก็กลับมาเล่นด้วยกันอีกครั้งในอัลบั้ม Down to Earth อ่อ...ลืมไป ช่วงที่ Zakk ลาออกจากวงไปนั้น Ozzy ก็ได้ Joe Holmes มาช่วยเล่นในทัวร์คอนเสิร์ทด้วย แต่ถ้าจำได้ Joe Holmes เคยเรียนดนตรีกับอดีตมือกีต้าร์ของ Ozzy คือ Randy Rhoads มาก่อนด้วยล่ะ ไม่น่าเชื่อเลยนะเนี่ย
ในปี 1996 Ozzy ก็มีแผนที่จะจัดคอนเสิร์ท Metal ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกขึ้น โดยจะเชิญวงดนตรีดังๆ ในสมัยนั้นมาเล่น โดยมีข้อแม้ว่า Ozzy Osbourne Band จะเล่นเป็นวงปิด ซึ่งเป็นข้อแม้ที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้ลง ในวันที่ 14 กันยายน 1996 Ozz Fest ครั้งแรกก็ระเบิดขึ้น โดยมีวงดนตรีที่ร่วนเขย่ากระโหลดคนฟังก็คือ Danzig, Sepultura, Prong, Slayer, Biohazard, Fear Factory, Neurosis, King Norris, Earth Crisis, Powerman 5000, Coal Chamber และ Cellophane (ในครั้งหลังๆ ก็ไปศึกษากันเอาเองนะครับ ขี้เกียจเขียนแล้วง่ะ)
ในปัจจุบัน Ozzy Osbourne ก็ยังคงออกอัลบั้มอยู่ และก็มีรายการทีวีเป็นของตัวเองอีกคือ The Osbourne Show เป็นของตัวเองอีกด้วย
เกร็ดเล้กเกร็ดน้อย
1. Ozzy มีรอยสักทั้งหมด 14 แห่ง โดยที่สักคำว่า O Z Z Y ไว้ที่สันหมัดของมือซ้าย
2. Ozzy ถูกองค์กรพิทักษ์สัตว์ฟ้องร้องในเรื่องที่เค้าไปกัดหัวค้างคาว แต่จบไปยังไงก็ไม่รู้ ลืม
3. มี Metal รุ่นพี่ เคยเล่าให้ฟังขณะที่ไปดูคอนเสิร์ทของป๋าว่า ในเพลง War Pigs Ozzy ได้เล่นหนังตะลุงโดยมีเงาของเค้ากะลังตุ๋ยตูดหมู!!!
4. นึกไม่ออกแระ
Discography จะนับเฉพาะอัลบั้มเดี่ยวนะครับ ไม่นับสมัยที่อยู่ Black Sabbath
- Blizzard Of Ozz 1980
- Diary Of A Madman 1981
- Speak Of The Devil [Live] 1982
- Bark At The Moon 1983
- The Ultimate Sin 1986
- Tribute To Randy Rhoads [Live] 1987
- No Rest For The Wicked 1988
- Just Say Ozzy [Live] 1990
- No More Tears 1991
- Live & Loud [Live] 1993
- Ozzmosis 1995
- The Ozzman Cometh [Live] 1997
- Down To Earth 2001
- Live At Budokan [Live] 2002
ที่เหลือก็เป็นพวก Soundtrack // Trubute to Ozzy // และเพลงประกอบเกม ลองๆ ไปหามาเล่นดูเน้อ 555
ขอบคุณข้อมูลจาก P'Metal Savage และ http://www.rollingstone.com/ ในเรื่องของข้อมูล
ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=209779
ชื่อในวงการ - Ozzy Osbourne
ชื่อจริงๆ ตามบัตรประชาชน - John Michael Osbourne
ชื่อเล่น - ไอ้อ้วน / Ozzy / Oz Brain/ John
วัรเดือนปีเกิด - 3 ธันวาคม 1948 (พศ. 2491) ปัจจุบันก็ 57 ปี
เกิดที่ - Birmingham / England
ภรรยา-Sharon
บุตร/ธิดา - จำไม่ได้ว่ามีคัยมั่ง รู้แต่ยายอ้วน Kelly อ่ะ ที่เหลือ ลืม แต่รู้ว่าเพี้ยนทั้งตระกูล
Ozzy เริ่มตั้งวงดนตรีครั้งแรกในประมาณปี 1962 ใช้ชื่อวงว่า 'The Black Panthers' หลังจากนั้นไม่นาน เค้าก็ตัดสินใจที่จะเป็นนักดนตรี ต่อมาทางวงร๊อกชื่อดังระดับท้องถิ่น "Music Machine" ต้องการนักร้องนำ เพราะเจ้าของตำแหน่งเดิมเกิดป่วยขึ้นมาซะยังงั้น Ozzy ก็เลยเข้าไปมั่วๆ แล้วก็ได้ตำแหน่งนักร้องนำมาอย่างไม่ยากเย็นนัก พอหลังจากนั้นเค้าก็ลาออกไป แล้วก็ไปเข้าร่วมกะวง "Approach" แต่ก็อยู่ได้ไม่นานเพราะเบื่อ หลังจากนั้น Terence 'Geezer' Butler ก็ไปพบ Ozzy ขณะที่กำลังเดินซื้อของก็ชวนกันมาฟอร์มวง "Rare Breed" ส่วนอีกฟากนึง Toni Iommy และ William Ward ก็ฟอร์มวงของตัวเองอยู่แล้ว โดยใช้ชื่อวงว่า "Mythology" ก็ย้ายจากเมือง Carlise มาสู่ Birmingham และไปพบกับ Ozzy เข้า จึงชักชวนมาอยู่ในวง หลังจากนั้นทางวงก็รับสมาชิกเพิ่ม (จะเป็นใครมั่งก็อยากไปรู้เลย) หลังจากนั้นไม่นาน Iommy ก็ไล่สมาชิกใหม่ออกไปแล้วก็เหลือสมาชิกเดิมก็คือ Ozzy, Ward, Butler และ Iommy ทั้งสี่คนก็เปลี่ยนชื่อวงใหม่อีกครั้งเป็น "Earth" ซึ่งวงนี้ก็จะเล่นเพลงแนว Blues Rock และต่อมาทั้งสี่คนก็ไปดูหนังเรื่อง Black Sabbath แล้วเกิดความหลอนจิตก็เลยเปลี่ยนชื่อวงมาเป็น Black Sabbath ซะยังงั้นแหละ
และแล้วในวันศุกร์ที่ 13 เดือนมกราคมปี 1970 อัลบั้มแรกของ Black Sabbath ก็ออกวางจำหน่าย มีตำนานเล่าขานว่า Toni Iommy แต่งเพลง Black Sabbath ขึ้นในคุกใต้ดินของปราสาทอะไรซักอย่างนี่แหละ ลืม แล้วก็ถ้านำเพลง Black Sabbath มาเล่นแบบย้อนกลับ ก็จะเป็นคำสวดบูชาซาตาน (มั่วป่าววะ) พอวงเริ่มมีชื่อเสียง ปัญหาที่ตามมาของเหล่าเมทัลก็คือ ยาเสพติด เหล้า ผู้หญิง ซึ่งทำให้ Ozzy แทบจะเสียผู้เสียคนไป ช่วงนี้ก็จะข้ามไปในปี 1978 เลยละกัน
ช่วงปลายปี 1977 Ozzy ลาออกจากวง Black Sabbath ด้วยสาเหตุ พ่อตาย!!! และปัญหายาเสพติด เหล้า ฯลฯ ก็กึ่งๆ ถูกไล่ออกจากวงด้วยนะ โดยที่ William "Bill" Ward เป็นคนเดียวที่ไม่เห็นด้วยในเรื่องการไล่ออก Ozzy
อ่อ...ลืมไป Ozzy แต่งงานครั้งแรกกับ Thelma ซึ่งสาวคนนี้ก็มีลูกติดซะด้วยล่ะ เหอๆ
ในปี 1981 Ozzy ได้ตัดสินใจแต่งงานกับผู้จัดการวง Black Sabbath และต่อมาพอ Ozzy ถูกไล่ออกจาก BS แล้วก็ดึง Sharon ตามออกมาด้วย ในวันที่ 4 กรกฏาคม ปี 1982 Ozzy กับ Sharon ซึ่งเป็นลูกสาวของ Don Arden ผู้จัดการวงคนเก่านั่นแหละ เหอๆ
ในช่วงปี 1978-ปลายๆปี 1979 Ozzy ใช้เวลาหมดไปกับเหล้า ยา และพิซซ่า เค้าได้ใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาลโดยการเหมาโรงแรมชั้นหนึ่งเป็นที่พัก และในช่วงกลางปี 1979 Ozzy ก็คิดอยากจะออกอัลบั้มเดี่ยว แต่ยังหามือกีต้าร์คู่ใจไม่ได้ วันนึง ขณะที่เค้ากำลังนั่งฟังเดโมเทปจากมือกีต้าร์จำนวนมาก Ozzy ก็พบว่า เสียงกีต้าร์จากเทปม้วนนึงโดนใจเค้ามั่กมาก จึงบอกให้ผู้จัดการส่วนตัวคือ Sharon ไปหามาว่าใครคือเจ้าของเสียงกีต้าร์นั้น และแล้ว Randy Rhoads หนุ่มน้อยจาก Santa Monica วัย 23 ปีจากวง Quiet Riot ก็เดินทางมาพบกัน อัลบั้ม Blizzard of Ozz ก็ออกวางจำหน่ายในเดือนมกราคมปี 1981 Ozzy ให้สัมภาษณ์ว่านี่คือมือกีต้าร์ที่ดีที่สุดในโลก Ozzy ได้รวบรวมนักดนตรีตามห้องอัดก็คือ Bob Daisley กับ Lee Kerslake มาเล่นเบสและกลองตามลำดับ และในช่วงเดือนมกราคมปี 1980 อัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของ Ozzy ก็ออกมาจนได้ ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน Ozzy ก็ออกทัวร์คอนเสิร์ทเป็นครั้งแรก ที่ Glasgow, Scotland และเหตุการณ์ที่สร้างให้ Ozzy เป็นตำนานที่เล่าขานไม่รู้จบก็เกิดขึ้นระหว่างทัวร์ Diary of the mad man ในปี 1981 ในคอนเสิร์ทที่ Des Moines, Iowa ก็มีใครก็ไม่รู้โยนค้างคาวเป็นๆ ขึ้นไปบนเวทีแล้วตาเฒ่านี่ก็นึกสนุกอะไรก็ไม่รู้ จับค้างคาวตัวขั้นแล้วกัดเข้าที่หัวแล้วเคี้ยว ปรากฏว่าไอ้ค้างคาวตัวนั้นเป็นของจริงก็เลยกัดเข้าที่ลิ้นของเฒ่า Ozzy มั่ง แต่ป๋า Ozzy ก็ไม่สนโลก ร้องเพลงจนจบคอนเสิร์ทจึงได้ไปโรงพยาบาลเพื่อฉีดยากันบาดทะยัก
ในช่วงทัวร์ Randy Rhoads ก็เปิด Clinic สอนกีต้าร์ และก็เป็นเรื่องบังเอิญชะมัดที่เด็กจิ๊บคนนึงมาเรียนเค้าคือ Joe Holmes
ในวันที่ 19 มีนาคม ปี 1982 Randy Rhoads ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำเสียชีวิต Ozzy ก็บ๊องๆ ไป จังหวะนั้น Ozzy ก็ออกทัวร์อยู่ก็เลยไปเรียกเอา Brad Gillis จากวง Night Ranger มาเล่นแก้กลุ้ม โดยที่ Brad มาเล่นในอัลบั้ม Speak of the devil ซึ่งเป็นบันทึกการแสดงสด หลังจากนั้นไม่นาน Ozzy ก็ได้มือกีต้าร์คนใหม่คือ Jakey Lou Williams หรือ Jake E.Lee มาแทน ซึ่ง Jake ก็ไม่ได้ทำให้ Ozzy ผิดหวัง อัลบั้ม Bark at the moon และในปี 1986 ก็ปล่อยอัลบั้ม The Ultimate Sin ออกมา ซึ่งตัวของ Ozzy และบรรดาแฟนๆ ของเค้าก็บอกว่าเป็นอัลบั้มที่ห่วยแตกมาก Ozzy ก็ไล่ Jake ออกไปซะเลย พอปี 1987 Ozzy ก็ออกอัลบั้มบันทึกการแสดงสด Randy Rhoad's Tribute ออกมา และอัลบั้มนี้ก็ถูกยกย่องว่าเป็นบันทึกการแสดงสดที่ยอมเยี่ยมตลอดกาลอีก อัลบั้มนึงด้วยล่ะ
ปี 1988 Ozzy ก็ออกออัลบั้มใหม่อีก โดยได้ Zakk Wylde หนุ่มน้อยที่มาจากวง 'Pride and Glory' มาเล่นกีต้าร์ให้ ซึ่ง Ozzy ก็ชอบสำเนียงกีต้าร์ของหมอนี่มาก และได้ออกอัลบั้มกับ Zakk อีก 4 อัลบั้มก็คือ No rest for the wicked [1988], No more tears [1991], Ozzmosis [1995] และ Down to Earth [2001]
ในช่วงนั้น Ozzy ก็ออกอัลบั้มบันทึกการแสดงสดมาอีกหลายอัลบั้ม แต่จะขอพูดถึงอัลบั้มเดียวละกันก็คือ Live & Loud ที่ออกมาในปี 1993 ซึ่งอัลบั้มนี้ Ozzy ได้ไปชักชวนเพื่อน BS มาร่วมเล่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆ ปี แต่เหตุการณ์ช๊อกโลกก็เกิดขึ้น Ozzy ประกาศแขวนเต้าเอ้ย...แขวนไมค์ในปี 1993 แต่ก็แค่นั้น เพราะหลังจากนั้นไม่นานป๋าก็ออกอัลบั้มใหม่อีกซะยังงั้น
หลังจากทัวร์ Ozzmosis หมดสิ้นลง Zakk ก็ลาออกจากวง Ozzy เพื่อจะไปตั้งวงใหม่ แต่ก็กลับมาเล่นด้วยกันอีกครั้งในอัลบั้ม Down to Earth อ่อ...ลืมไป ช่วงที่ Zakk ลาออกจากวงไปนั้น Ozzy ก็ได้ Joe Holmes มาช่วยเล่นในทัวร์คอนเสิร์ทด้วย แต่ถ้าจำได้ Joe Holmes เคยเรียนดนตรีกับอดีตมือกีต้าร์ของ Ozzy คือ Randy Rhoads มาก่อนด้วยล่ะ ไม่น่าเชื่อเลยนะเนี่ย
ในปี 1996 Ozzy ก็มีแผนที่จะจัดคอนเสิร์ท Metal ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกขึ้น โดยจะเชิญวงดนตรีดังๆ ในสมัยนั้นมาเล่น โดยมีข้อแม้ว่า Ozzy Osbourne Band จะเล่นเป็นวงปิด ซึ่งเป็นข้อแม้ที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้ลง ในวันที่ 14 กันยายน 1996 Ozz Fest ครั้งแรกก็ระเบิดขึ้น โดยมีวงดนตรีที่ร่วนเขย่ากระโหลดคนฟังก็คือ Danzig, Sepultura, Prong, Slayer, Biohazard, Fear Factory, Neurosis, King Norris, Earth Crisis, Powerman 5000, Coal Chamber และ Cellophane (ในครั้งหลังๆ ก็ไปศึกษากันเอาเองนะครับ ขี้เกียจเขียนแล้วง่ะ)
ในปัจจุบัน Ozzy Osbourne ก็ยังคงออกอัลบั้มอยู่ และก็มีรายการทีวีเป็นของตัวเองอีกคือ The Osbourne Show เป็นของตัวเองอีกด้วย
เกร็ดเล้กเกร็ดน้อย
1. Ozzy มีรอยสักทั้งหมด 14 แห่ง โดยที่สักคำว่า O Z Z Y ไว้ที่สันหมัดของมือซ้าย
2. Ozzy ถูกองค์กรพิทักษ์สัตว์ฟ้องร้องในเรื่องที่เค้าไปกัดหัวค้างคาว แต่จบไปยังไงก็ไม่รู้ ลืม
3. มี Metal รุ่นพี่ เคยเล่าให้ฟังขณะที่ไปดูคอนเสิร์ทของป๋าว่า ในเพลง War Pigs Ozzy ได้เล่นหนังตะลุงโดยมีเงาของเค้ากะลังตุ๋ยตูดหมู!!!
4. นึกไม่ออกแระ
Discography จะนับเฉพาะอัลบั้มเดี่ยวนะครับ ไม่นับสมัยที่อยู่ Black Sabbath
- Blizzard Of Ozz 1980
- Diary Of A Madman 1981
- Speak Of The Devil [Live] 1982
- Bark At The Moon 1983
- The Ultimate Sin 1986
- Tribute To Randy Rhoads [Live] 1987
- No Rest For The Wicked 1988
- Just Say Ozzy [Live] 1990
- No More Tears 1991
- Live & Loud [Live] 1993
- Ozzmosis 1995
- The Ozzman Cometh [Live] 1997
- Down To Earth 2001
- Live At Budokan [Live] 2002
ที่เหลือก็เป็นพวก Soundtrack // Trubute to Ozzy // และเพลงประกอบเกม ลองๆ ไปหามาเล่นดูเน้อ 555
ขอบคุณข้อมูลจาก P'Metal Savage และ http://www.rollingstone.com/ ในเรื่องของข้อมูล
ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=209779
วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554
เผยภาพ “Fukushima 50″ , เบื้องลึกวีรบุรุษนิวเคลียร์ โรงไฟฟ้า ฟูกุชิมา ไดอิจิ และอนาคตของญี่ปุ่น
(24 มีนาคม 2554) สื่อต่างประเทศหลายฉบับได้เผยแพร่ภาพการปฏิบัติงานของ เจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิจิ หรือที่เรียกกันว่า Fukushima 50 (ฟูกุชิมาฟิฟตี้) สู่สาธารณะเป็นครั้งแรก ซึ่งภาพต่าง ๆ ข้างล่างนี้แสดงถึงสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่เหล่านี้ต้องเผชิญอยู่ ขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ที่มีความเสี่ยง และเต็มไปด้วยความกดดันอย่างสุด ๆ พวกเขาต้องใช้แสงสว่างจากไฟฉาย ภายใต้ซากปรักหักพังของโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ท่ามกลางบรรยากาศที่ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีในระดับสูง แต่พวกเขาก็ยังต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยกันโดยไม่ท้อถอย เพื่อหวังว่าจะสามารถแก้ไขสถานการณ์รุนแรงจากอุบัติเหตุนิวเคลียร์ในครั้งนี้ให้กลับมาเป็นปกติในที่สุด




ภาพการปฏิบัติงานของ เจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิจิ ขณะกำลังซ่อมแซมสายส่งไฟฟ้า

(ที่มา – mediaite.com)
ทำไมมนุษย์เราถึงเสี่ยงชีวิตเพื่อคนอื่น ๆ
ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดมนุษย์เราอย่างเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ที่เห็นในภาพเหล่านี้แสดงความเห็นอกเห็นใจ เสี่ยงชีวิตต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ต่อกัน ทั้งที่ไม่ได้เป็นญาติสนิทกันมาก่อน
ทั้งที่ในความเป็นจริง หากตัดสินด้วยวิธีคิด “เชิงเศรษฐศาสตร์” ที่มองว่ามนุษย์เราต้องเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนเป็นอันดับแรก และวิธีคิดที่มีเหตุมีผลคือเจ้าหน้าที่เหล่านี้ต้องขอยุติการปฏิบัติหน้าที่และพาครอบครัวของตนเองถอยออกห่างจากบริเวณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมาให้ไกลที่สุด
แต่ทำไมพวกเขาจึงไม่ยอมหนี ไม่เพียงไม่หนีแต่พวกเขายังจับมือกันเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อฝ่าฟันภารกิจที่ไม่มีใครอยากทำมากที่สุด
ฮ่องกงแต่งเพลงให้กับฟูกุชิมาฟิฟตี้
人々が感謝してる
その勇気が 光のように
涙が出るかも
傷つく事でも
「もう帰らない」と
เราเป็นหนี้ต่อผู้คนเหล่านี้
ผู้คนที่แสดงให้เห็นถึงแสงสว่างแห่งความกล้าหาญ
ผู้คนที่เราจำต้องหลั่งน้ำตาให้ ด้วยความรวดร้าว
โปรดเถิดโปรดคืนกลับยังบ้านของเรา
ไม่ว่าจะเป็นวิธีคิดเชิงเศรษฐศาสตร์ หรือวิธีคิดแบบดาร์วิน ต่างก็ทำนายว่าสิ่งมีชีวิตต่างต้องเห็นแก่ตัวเอาตัวรอดให้ได้เป็นอันดับแรก กระนั้นในธรรมชาติก็ยังมีตัวอย่างเช่น หมาป่าแบ่งปันอาหารที่มันหาได้ให้กับฝูง หรือนกกระจอกที่รับภาระในการดูต้นทางเพื่อเตือนภัยฝูงหากมีเหยี่ยวบินมาใกล้
คำอธิบายหนึ่งที่อาจจะพอฟังขึ้นคือ ทฤษฏีคัดเลือกของคินซึ่ง Rober Trivers, EO Wilson และ Richard Dawkins ชี้ว่าที่อธิบายว่าในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต มียีนที่ใกล้เคียงกันของสมาชิกครอบครัว และเครือญาติ ดังนั้นการที่สิ่งมีชีวิตจะเอื้ออาทรต่อสมาชิกครอบครัวหรือเครือญาติ ก็น่าจะมีความใกล้เคียงกับการเห็นประโยชน์ของตัวเอง (เพราะความใกล้เคียงกันของระบบยีน) เพื่อส่งผ่านความเป็นตัวตนไปยังสิ่งมีชีวิตรุ่นถัดไป
ปัญหาคือคำอธิบายแบบนี้อาจใช้ได้ดีกับพวกสัตว์ต่าง ๆ แต่สำหรับมนุษย์เราอาจขัดกับความรู้สึกเอื้ออาทรต่อกันแม้จะเป็นคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่ได้เป็นแม้แต่ญาติกันเลย อย่างที่เจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมาเป็น มีผู้พยายามผลิตคำอธิบายว่าอาจเป็นไปได้ที่บรรพบุรุษของมนุษย์อาจมีความใกล้ชิดเป็นเครือญาติเดียวกันมากกว่าที่เราเคยคิด
ในขณะที่อีกคำอธิบายมองว่านี่เป็นผลผลิตเชิงวัฒนธรรมที่ทำให้มนุษย์รู้จักสร้างพันธมิตรระหว่างคนแปลกหน้า เพื่อในที่สุดจะสามารถใช้พลังรวมหมู่ในการฝ่าฟันวิกฤติต่าง ๆ ไปได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นคำอธิบายแบบใดก็ตามความผูกพัน ความเอื้ออาทร และการเคียงบ่าเคียงไหล่เสี่ยงชีวิตเพื่อฟันฝ่าอุปสรรคดังที่เราได้เห็นในกลุ่มเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้าฟูกุชิมา (ฟูกุชิมาฟิฟตี้) ในครั้งนี้ ก็เห็นจะเป็นทรัพย์สินที่ทรงคุณค่าที่สุดที่มนุษยชาติมีอยู่ตัวเขาเราทุกคน
“ฟูกุชิมาฟิฟตี้” คือใคร
ฟูกุชิมาฟิฟตี้ คือคำเรียกขานกลุ่มเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟูกุชิมา ไดอิจิ ซึ่งยืนยันจะปฏิบัติภารกิจต่อในขณะที่เกิดไฟไหม้ขึ้นที่เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 4 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2554 จนทำให้ TEPCO มีคำสั่งอพยพเจ้าหน้าที่จำนวน 750 คน
วันถัดมามีเจ้าหน้าที่พิเศษมาสมทบ เจ้าหน้าที่ที่ยังปฏิบัติงานเดิม 50 คนนั้น อีก 120 คน แต่ชื่อฟูกุชิมาฟิฟตี้ ถูกเรียกขานจากสื่อมวลชนเพื่อให้หมายถึงเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมาที่ปฏิบัติภารกิจเพื่อกอบกู้ภัยพิบัตินิวเคลียร์อยู่
ในวันที่ 18 มีนาคม 2554 มีเจ้าหน้าที่จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คาชิวาซากิ-คาริวา, โตชิบา, ฮิตาชิ, TEPCO และจากบริษัทลูกของ TEPCO เช่น TEP Industry และ วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม TEP เข้าร่วมสมทบเพิ่มรวมเป็นจำนวนเจ้าหน้าที่ถึง 580 คน
ฟูกุชิมาฟิฟตี้ ถูกมอบหมายภารกิจให้หาทางรักษาสภาพของเตาปฏิกรณ์ (มาตรการหลักคือการฉีดน้ำทะเลเพื่อรักษาระดับความเย็น) คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ไม่ก็ไม่ต้องการมีทายาทแล้ว (เพื่อลดผลกระทบจากกัมมันตภาพต่อการให้กำเนิดบุตร) และโดยส่วนใหญ่ก็อาจได้รับผลกระทบด้านกัมมันตภาพไม่เกินกว่าอายุขัยที่เหลืออยู่ มีข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่จำนวน 20 คนได้รับบาดเจ็บเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ในขณะที่มีเจ้าหน้าที่หนึ่งรายได้รับกัมมันตภาพรังสีเกินขนาดเมื่อพยายามเข้าไปจัดการปัญหาไอน้ำจากอาคารห่อหุ้มเตาปฏิกรณ์
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกล่าวว่าพวกเขาจะ “ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถจนถึงระดับขีดจำกัด” ในขณะที่อีกคนก็แสดงความไม่แน่ใจว่า จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปและยอมรับว่าในขณะนี้พวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ในสถานที่ ๆ เต็มไปด้วยกัมมันตภาพรังสีในระดับสูง
ในขณะที่ซาจิโกะ ฮามาดะ ซึ่งเป็นบุตรีของหนึ่งในเจ้าหน้าที่ ๆ กำลังปฏิบัติหน้าที่ ที่โรงไฟฟ้าฟูกุชิมาได้ให้สัมภาษณ์ว่า เธอไม่ได้พบหน้าบิดามาเป็นสัปดาห์แล้ว และเธอหวังแต่เพียงให้บิดาของเธอกลับบ้านมาด้วยความปลอดภัย
TEPCO ให้ข้อมูลของฟูกุชิมาฟิฟตี้ เหล่านี้ออกมาต่อสาธารณะน้อยมาก (จนเมื่อมีการเปิดเผยภาพถ่ายการปฏิบัติงานของพวกเขาวานนี้) โดยให้เหตุผลว่าด้วยเหตุผลความเป็นส่วนตัว (privacy)
เบื้องลึกคำสั่งเบื้องสูง
มีรายงานข่าวว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมาขณะที่สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นรายงานเหตุระเบิด (จากปฏิกิริยาไฮโดรเจน) ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิจิ สำนักข่าวเกียวโดอ้างอิงแหล่งข่าวว่า นายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ของญี่ปุ่น ระเบิดอารมณ์ต่อหน้าผู้บริหารบริษัทผลิตไฟฟ้าโตเกียว (Tokyo Electric Power Co. Inc หรือ TEPCO) ว่า “มันเกิดนรกอะไรขึ้น?”

นาโอโตะ คัง นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคำราม “ถ้าพวกคุณไม่จัดการปัญหานี้ พวกคุณล้มแน่”
ในขณะที่ผู้บริหาร TEPCO เสนอแผนอพยพเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้าทั้งหมด แต่นายกฯ คัง ปฏิเสธพร้อมกล่าวว่าแผนอพยพที่ว่านั่น “ทำให้บริษัทพวกคุณล้มแน่ 100%” ในขณะที่วันถัดมา TEPCO ยังสั่งอพยพเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้า 750 คน แต่ยังเหลือ “วีรบุรุษนิวเคลียร์” ฟูกุชิมาฟิฟตี้ อาสาแก้ไขสถานการณ์ต่อไป
ในเวลาเดียวกัน ยูเฮ ซาโตะ ผู้ว่าฯ เมืองฟูกุชิมาโทรศัพท์หา นายกฯ คัง พร้อมแจ้งเขาว่า “ระดับความหวาดกลัวและความโกรธแค้นของประชาชนในท้องที่ พุ่งขึ้นถึงระดับขีดจำกัดแล้ว” ซาโตะยังย้ำให้รัฐบาลกลางต้องทำอะไรมากกว่านี้เพื่อทำให้วิกฤตนิวเคลียร์ครั้งนี้ยุติลงให้ได้ และ TEPCO จะต้อง “ให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมาให้เร็วกว่านี้กับรัฐบาลกลาง”

อย่างไรก็ตามวิกฤตินิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นยังผลทำให้ หุ้นของ TEPCO ร่วงลงมามากกว่า 50% ภายในเวลาไม่ถึง 7 วัน
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานี้ นายกฯ นาโอโตะ คัง ยังได้ระบุว่าเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้าฟูคุชิมา “พร้อมแล้วที่จะสละชีวิต”
เบื้องหลังวีรบุรุษนิวเคลียร์ ฉายภาพให้เห็นถึงการเมืองเบื้องลึกของญี่ปุ่น ที่สะท้อนถึงความหวาดหวั่นในเสถียรภาพอย่างถึงที่สุดของชนชั้นนำญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ปราศจากพลังงาน ทรัพยากรและแร่ธาตุที่จำเป็น ประเทศนี้ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง ซึ่งในทศวรรษนี้มีความผันผวนอย่างยิ่งทั้งจากสงครามและการปฏิวัติประชาชนที่กำลังแพร่สะพัด
ประเทศนี้เคยหาญกล้าเข้าถล่มยักษ์ใหญ่มะริกัน ด้วยยุทธการโจมตีอ่าวเพิร์ลแบบสายฟ้าแลบจนกระทั่งลากจูงญี่ปุ่นทั้งประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนยับเยินด้วยระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ หลายคนอาจลืมไปแล้วว่าเบื้องหลังการตัดสินใจในครั้งนั้น เกิดการถกเถียงครั้งใหญ่ระหว่างเสนาธิการทหารญี่ปุ่นสองฝ่าย คือกองทัพบกเสนอการรุกรานไซบีเรียของสหภาพโซเวียต ในขณะที่ฝ่ายกองทัพเรือเสนอการรุกรานอ่าวเพิร์ล ขยายปฏิบัติการทางทะเลตัดกำลังสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรยุโรป เพื่อแสวงหาความมั่นคงทางพลังงานและแหล่งแร่ธาตุในเขตเอเชียแปซิฟิค
และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นกล้าเปิดศึกกับ “ยักษ์หลับ” ของโลก — สหรัฐอเมริกา พลเรือเอก อิโซโรกุ ยามาโมโตะ แม่ทัพเรือของจักรวรรดิญี่ปุ่นรำพึงขึ้นมาว่า “เรากำลังปลุกยักษ์หลับให้ตื่นขึ้นเสียแล้ว” จากยุทธการอ่าวเพิร์ล
ญี่ปุ่นที่ฝันร้ายจากนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกา ต้องประกาศยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไขพลิกทิศทางนโยบายความมั่นคงของประเทศจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากประเทศที่ใช้สงครามเป็นเครื่องมือ สู่ประเทศที่ชิงชังสงคราม (รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นห้ามการส่งกองกำลังทหารไปยังต่างประเทศ) จากประเทศที่ใช้นโยบายอุตสาหกรรมทางทหารเป็นการใช้นโยบายทางเศรษฐกิจ จากประเทศที่พยายามสร้างเขตอิทธิพลจากกำลังทหารของตนเอง เป็นประเทศที่พึ่งพาการคุ้มกันจากสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มที่
มีเพียงประเทศเดียวในโลกนี้ที่สามารถพลิกนโยบายสาธารณะด้านความมั่นคงแบบนี้ไปมาได้ โดยไม่ทำให้ประเทศฉีกขาดเป็นชิ้น ๆ ที่อาจเหมือนเกิดขึ้นในประเทศอื่น เพราะความมีระเบียบวินัยอย่างสูงของสังคมญี่ปุ่น ชนชั้นนำที่พร้อมจะเปิดรับสมาชิกใหม่ ๆ ที่มีความสามารถเข้าร่วม และการเชื่อฟังของพลเมืองต่อชนชั้นนำ ลองพิจารณาสังคมที่ไม่มีการแย่งชิง หรือฉกฉวยขณะเกิดเหตุสึนามิปี 2554 ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ต้องใช้กำลังรัฐบาลเข้าควบคุมสถานการณ์ ซึ่งบางทีระเบียบสังคมของญี่ปุ่นอาจมีมากเกินไปด้วยซ้ำ จนสร้างแรงกดดันให้กับสมาชิกในสังคม (ญี่ปุ่นมีคำกล่าวว่า ต้องย้ำหัวตะปูที่โผล่ขึ้นมาผิดปกติจากตะปูตัวอื่น)
นประเทศอย่างญี่ปุ่น ในขณะนี้กำลังเผชิญโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่นับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงแต่เร่งเวลาที่ญี่ปุ่นจะต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เน่าเฟะจนถึงขีดสุด ระบบเศรษฐกิจที่ญี่ปุ่นไม่เคยปรับเปลี่ยนและได้พยายามถูลู่ถูกังไปมาเป็นสิบๆ ปี โดยหวังอย่างไร้อนาคตว่ามันจะดีขึ้นในวันหนึ่ง ญี่ปุ่นในวันพรุ่งจะปรับโฉม (transform) ตนเองไปเป็นประเทศเช่นไร ระหว่างการกลับไปมีท่าทีแข็งกร้าวในอดีต หรือทะยานโผบินจากเถ้าถ่านพร้อมนวัตกรรมใหม่ ยังคงต้องจับตาดู
ที่แน่ ๆ ปฏิกิริยาของ “นาโอโตะ คัง” นี่แหละ คือท่าทีแท้จริงของชนชั้นนำญี่ปุ่น ความหวั่นไหวต่อเสถียรภาพอันไม่มั่นคงของประเทศที่เดินอยู่บนเส้นด้าย และพร้อมที่จะทำการอันใดอันหนึ่งที่เฉียบขาด แม้ว่านั่นจะหมายถึงชีวิตของสมาชิกในสังคม
ซึ่งคนญี่ปุ่นก็ยินดี
ภาพการปฏิบัติงานของ เจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิจิ ขณะกำลังซ่อมแซมสายส่งไฟฟ้า
(ที่มา – mediaite.com)
ทำไมมนุษย์เราถึงเสี่ยงชีวิตเพื่อคนอื่น ๆ
ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดมนุษย์เราอย่างเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ที่เห็นในภาพเหล่านี้แสดงความเห็นอกเห็นใจ เสี่ยงชีวิตต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ต่อกัน ทั้งที่ไม่ได้เป็นญาติสนิทกันมาก่อน
ทั้งที่ในความเป็นจริง หากตัดสินด้วยวิธีคิด “เชิงเศรษฐศาสตร์” ที่มองว่ามนุษย์เราต้องเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนเป็นอันดับแรก และวิธีคิดที่มีเหตุมีผลคือเจ้าหน้าที่เหล่านี้ต้องขอยุติการปฏิบัติหน้าที่และพาครอบครัวของตนเองถอยออกห่างจากบริเวณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมาให้ไกลที่สุด
แต่ทำไมพวกเขาจึงไม่ยอมหนี ไม่เพียงไม่หนีแต่พวกเขายังจับมือกันเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อฝ่าฟันภารกิจที่ไม่มีใครอยากทำมากที่สุด
ฮ่องกงแต่งเพลงให้กับฟูกุชิมาฟิฟตี้
人々が感謝してる
その勇気が 光のように
涙が出るかも
傷つく事でも
「もう帰らない」と
เราเป็นหนี้ต่อผู้คนเหล่านี้
ผู้คนที่แสดงให้เห็นถึงแสงสว่างแห่งความกล้าหาญ
ผู้คนที่เราจำต้องหลั่งน้ำตาให้ ด้วยความรวดร้าว
โปรดเถิดโปรดคืนกลับยังบ้านของเรา
ไม่ว่าจะเป็นวิธีคิดเชิงเศรษฐศาสตร์ หรือวิธีคิดแบบดาร์วิน ต่างก็ทำนายว่าสิ่งมีชีวิตต่างต้องเห็นแก่ตัวเอาตัวรอดให้ได้เป็นอันดับแรก กระนั้นในธรรมชาติก็ยังมีตัวอย่างเช่น หมาป่าแบ่งปันอาหารที่มันหาได้ให้กับฝูง หรือนกกระจอกที่รับภาระในการดูต้นทางเพื่อเตือนภัยฝูงหากมีเหยี่ยวบินมาใกล้
คำอธิบายหนึ่งที่อาจจะพอฟังขึ้นคือ ทฤษฏีคัดเลือกของคินซึ่ง Rober Trivers, EO Wilson และ Richard Dawkins ชี้ว่าที่อธิบายว่าในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต มียีนที่ใกล้เคียงกันของสมาชิกครอบครัว และเครือญาติ ดังนั้นการที่สิ่งมีชีวิตจะเอื้ออาทรต่อสมาชิกครอบครัวหรือเครือญาติ ก็น่าจะมีความใกล้เคียงกับการเห็นประโยชน์ของตัวเอง (เพราะความใกล้เคียงกันของระบบยีน) เพื่อส่งผ่านความเป็นตัวตนไปยังสิ่งมีชีวิตรุ่นถัดไป
ปัญหาคือคำอธิบายแบบนี้อาจใช้ได้ดีกับพวกสัตว์ต่าง ๆ แต่สำหรับมนุษย์เราอาจขัดกับความรู้สึกเอื้ออาทรต่อกันแม้จะเป็นคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่ได้เป็นแม้แต่ญาติกันเลย อย่างที่เจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมาเป็น มีผู้พยายามผลิตคำอธิบายว่าอาจเป็นไปได้ที่บรรพบุรุษของมนุษย์อาจมีความใกล้ชิดเป็นเครือญาติเดียวกันมากกว่าที่เราเคยคิด
ในขณะที่อีกคำอธิบายมองว่านี่เป็นผลผลิตเชิงวัฒนธรรมที่ทำให้มนุษย์รู้จักสร้างพันธมิตรระหว่างคนแปลกหน้า เพื่อในที่สุดจะสามารถใช้พลังรวมหมู่ในการฝ่าฟันวิกฤติต่าง ๆ ไปได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นคำอธิบายแบบใดก็ตามความผูกพัน ความเอื้ออาทร และการเคียงบ่าเคียงไหล่เสี่ยงชีวิตเพื่อฟันฝ่าอุปสรรคดังที่เราได้เห็นในกลุ่มเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้าฟูกุชิมา (ฟูกุชิมาฟิฟตี้) ในครั้งนี้ ก็เห็นจะเป็นทรัพย์สินที่ทรงคุณค่าที่สุดที่มนุษยชาติมีอยู่ตัวเขาเราทุกคน
“ฟูกุชิมาฟิฟตี้” คือใคร
ฟูกุชิมาฟิฟตี้ คือคำเรียกขานกลุ่มเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟูกุชิมา ไดอิจิ ซึ่งยืนยันจะปฏิบัติภารกิจต่อในขณะที่เกิดไฟไหม้ขึ้นที่เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 4 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2554 จนทำให้ TEPCO มีคำสั่งอพยพเจ้าหน้าที่จำนวน 750 คน
วันถัดมามีเจ้าหน้าที่พิเศษมาสมทบ เจ้าหน้าที่ที่ยังปฏิบัติงานเดิม 50 คนนั้น อีก 120 คน แต่ชื่อฟูกุชิมาฟิฟตี้ ถูกเรียกขานจากสื่อมวลชนเพื่อให้หมายถึงเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมาที่ปฏิบัติภารกิจเพื่อกอบกู้ภัยพิบัตินิวเคลียร์อยู่
ในวันที่ 18 มีนาคม 2554 มีเจ้าหน้าที่จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คาชิวาซากิ-คาริวา, โตชิบา, ฮิตาชิ, TEPCO และจากบริษัทลูกของ TEPCO เช่น TEP Industry และ วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม TEP เข้าร่วมสมทบเพิ่มรวมเป็นจำนวนเจ้าหน้าที่ถึง 580 คน
ฟูกุชิมาฟิฟตี้ ถูกมอบหมายภารกิจให้หาทางรักษาสภาพของเตาปฏิกรณ์ (มาตรการหลักคือการฉีดน้ำทะเลเพื่อรักษาระดับความเย็น) คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ไม่ก็ไม่ต้องการมีทายาทแล้ว (เพื่อลดผลกระทบจากกัมมันตภาพต่อการให้กำเนิดบุตร) และโดยส่วนใหญ่ก็อาจได้รับผลกระทบด้านกัมมันตภาพไม่เกินกว่าอายุขัยที่เหลืออยู่ มีข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่จำนวน 20 คนได้รับบาดเจ็บเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ในขณะที่มีเจ้าหน้าที่หนึ่งรายได้รับกัมมันตภาพรังสีเกินขนาดเมื่อพยายามเข้าไปจัดการปัญหาไอน้ำจากอาคารห่อหุ้มเตาปฏิกรณ์
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกล่าวว่าพวกเขาจะ “ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถจนถึงระดับขีดจำกัด” ในขณะที่อีกคนก็แสดงความไม่แน่ใจว่า จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปและยอมรับว่าในขณะนี้พวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ในสถานที่ ๆ เต็มไปด้วยกัมมันตภาพรังสีในระดับสูง
ในขณะที่ซาจิโกะ ฮามาดะ ซึ่งเป็นบุตรีของหนึ่งในเจ้าหน้าที่ ๆ กำลังปฏิบัติหน้าที่ ที่โรงไฟฟ้าฟูกุชิมาได้ให้สัมภาษณ์ว่า เธอไม่ได้พบหน้าบิดามาเป็นสัปดาห์แล้ว และเธอหวังแต่เพียงให้บิดาของเธอกลับบ้านมาด้วยความปลอดภัย
TEPCO ให้ข้อมูลของฟูกุชิมาฟิฟตี้ เหล่านี้ออกมาต่อสาธารณะน้อยมาก (จนเมื่อมีการเปิดเผยภาพถ่ายการปฏิบัติงานของพวกเขาวานนี้) โดยให้เหตุผลว่าด้วยเหตุผลความเป็นส่วนตัว (privacy)
เบื้องลึกคำสั่งเบื้องสูง
มีรายงานข่าวว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมาขณะที่สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นรายงานเหตุระเบิด (จากปฏิกิริยาไฮโดรเจน) ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิจิ สำนักข่าวเกียวโดอ้างอิงแหล่งข่าวว่า นายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ของญี่ปุ่น ระเบิดอารมณ์ต่อหน้าผู้บริหารบริษัทผลิตไฟฟ้าโตเกียว (Tokyo Electric Power Co. Inc หรือ TEPCO) ว่า “มันเกิดนรกอะไรขึ้น?”
นาโอโตะ คัง นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคำราม “ถ้าพวกคุณไม่จัดการปัญหานี้ พวกคุณล้มแน่”
ในขณะที่ผู้บริหาร TEPCO เสนอแผนอพยพเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้าทั้งหมด แต่นายกฯ คัง ปฏิเสธพร้อมกล่าวว่าแผนอพยพที่ว่านั่น “ทำให้บริษัทพวกคุณล้มแน่ 100%” ในขณะที่วันถัดมา TEPCO ยังสั่งอพยพเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้า 750 คน แต่ยังเหลือ “วีรบุรุษนิวเคลียร์” ฟูกุชิมาฟิฟตี้ อาสาแก้ไขสถานการณ์ต่อไป
ในเวลาเดียวกัน ยูเฮ ซาโตะ ผู้ว่าฯ เมืองฟูกุชิมาโทรศัพท์หา นายกฯ คัง พร้อมแจ้งเขาว่า “ระดับความหวาดกลัวและความโกรธแค้นของประชาชนในท้องที่ พุ่งขึ้นถึงระดับขีดจำกัดแล้ว” ซาโตะยังย้ำให้รัฐบาลกลางต้องทำอะไรมากกว่านี้เพื่อทำให้วิกฤตนิวเคลียร์ครั้งนี้ยุติลงให้ได้ และ TEPCO จะต้อง “ให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมาให้เร็วกว่านี้กับรัฐบาลกลาง”
อย่างไรก็ตามวิกฤตินิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นยังผลทำให้ หุ้นของ TEPCO ร่วงลงมามากกว่า 50% ภายในเวลาไม่ถึง 7 วัน
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานี้ นายกฯ นาโอโตะ คัง ยังได้ระบุว่าเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้าฟูคุชิมา “พร้อมแล้วที่จะสละชีวิต”
เบื้องหลังวีรบุรุษนิวเคลียร์ ฉายภาพให้เห็นถึงการเมืองเบื้องลึกของญี่ปุ่น ที่สะท้อนถึงความหวาดหวั่นในเสถียรภาพอย่างถึงที่สุดของชนชั้นนำญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ปราศจากพลังงาน ทรัพยากรและแร่ธาตุที่จำเป็น ประเทศนี้ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง ซึ่งในทศวรรษนี้มีความผันผวนอย่างยิ่งทั้งจากสงครามและการปฏิวัติประชาชนที่กำลังแพร่สะพัด
ประเทศนี้เคยหาญกล้าเข้าถล่มยักษ์ใหญ่มะริกัน ด้วยยุทธการโจมตีอ่าวเพิร์ลแบบสายฟ้าแลบจนกระทั่งลากจูงญี่ปุ่นทั้งประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนยับเยินด้วยระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ หลายคนอาจลืมไปแล้วว่าเบื้องหลังการตัดสินใจในครั้งนั้น เกิดการถกเถียงครั้งใหญ่ระหว่างเสนาธิการทหารญี่ปุ่นสองฝ่าย คือกองทัพบกเสนอการรุกรานไซบีเรียของสหภาพโซเวียต ในขณะที่ฝ่ายกองทัพเรือเสนอการรุกรานอ่าวเพิร์ล ขยายปฏิบัติการทางทะเลตัดกำลังสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรยุโรป เพื่อแสวงหาความมั่นคงทางพลังงานและแหล่งแร่ธาตุในเขตเอเชียแปซิฟิค
และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นกล้าเปิดศึกกับ “ยักษ์หลับ” ของโลก — สหรัฐอเมริกา พลเรือเอก อิโซโรกุ ยามาโมโตะ แม่ทัพเรือของจักรวรรดิญี่ปุ่นรำพึงขึ้นมาว่า “เรากำลังปลุกยักษ์หลับให้ตื่นขึ้นเสียแล้ว” จากยุทธการอ่าวเพิร์ล
ญี่ปุ่นที่ฝันร้ายจากนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกา ต้องประกาศยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไขพลิกทิศทางนโยบายความมั่นคงของประเทศจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากประเทศที่ใช้สงครามเป็นเครื่องมือ สู่ประเทศที่ชิงชังสงคราม (รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นห้ามการส่งกองกำลังทหารไปยังต่างประเทศ) จากประเทศที่ใช้นโยบายอุตสาหกรรมทางทหารเป็นการใช้นโยบายทางเศรษฐกิจ จากประเทศที่พยายามสร้างเขตอิทธิพลจากกำลังทหารของตนเอง เป็นประเทศที่พึ่งพาการคุ้มกันจากสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มที่
มีเพียงประเทศเดียวในโลกนี้ที่สามารถพลิกนโยบายสาธารณะด้านความมั่นคงแบบนี้ไปมาได้ โดยไม่ทำให้ประเทศฉีกขาดเป็นชิ้น ๆ ที่อาจเหมือนเกิดขึ้นในประเทศอื่น เพราะความมีระเบียบวินัยอย่างสูงของสังคมญี่ปุ่น ชนชั้นนำที่พร้อมจะเปิดรับสมาชิกใหม่ ๆ ที่มีความสามารถเข้าร่วม และการเชื่อฟังของพลเมืองต่อชนชั้นนำ ลองพิจารณาสังคมที่ไม่มีการแย่งชิง หรือฉกฉวยขณะเกิดเหตุสึนามิปี 2554 ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ต้องใช้กำลังรัฐบาลเข้าควบคุมสถานการณ์ ซึ่งบางทีระเบียบสังคมของญี่ปุ่นอาจมีมากเกินไปด้วยซ้ำ จนสร้างแรงกดดันให้กับสมาชิกในสังคม (ญี่ปุ่นมีคำกล่าวว่า ต้องย้ำหัวตะปูที่โผล่ขึ้นมาผิดปกติจากตะปูตัวอื่น)
นประเทศอย่างญี่ปุ่น ในขณะนี้กำลังเผชิญโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่นับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงแต่เร่งเวลาที่ญี่ปุ่นจะต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เน่าเฟะจนถึงขีดสุด ระบบเศรษฐกิจที่ญี่ปุ่นไม่เคยปรับเปลี่ยนและได้พยายามถูลู่ถูกังไปมาเป็นสิบๆ ปี โดยหวังอย่างไร้อนาคตว่ามันจะดีขึ้นในวันหนึ่ง ญี่ปุ่นในวันพรุ่งจะปรับโฉม (transform) ตนเองไปเป็นประเทศเช่นไร ระหว่างการกลับไปมีท่าทีแข็งกร้าวในอดีต หรือทะยานโผบินจากเถ้าถ่านพร้อมนวัตกรรมใหม่ ยังคงต้องจับตาดู
ที่แน่ ๆ ปฏิกิริยาของ “นาโอโตะ คัง” นี่แหละ คือท่าทีแท้จริงของชนชั้นนำญี่ปุ่น ความหวั่นไหวต่อเสถียรภาพอันไม่มั่นคงของประเทศที่เดินอยู่บนเส้นด้าย และพร้อมที่จะทำการอันใดอันหนึ่งที่เฉียบขาด แม้ว่านั่นจะหมายถึงชีวิตของสมาชิกในสังคม
ซึ่งคนญี่ปุ่นก็ยินดี
วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554
10 เมนูอาหารไทยที่ชาวต่างชาติชื่นชอบ (คำเตือนใครที่หิวๆ โปรดระวัง)
ผู้ที่เปิดการค้าทำเมนูด้านอาหาร สมควรที่จะจัดท็อปเมนูอาหารไทยในร้านอาหารของคุณโดยด่วน
ถ้ายิ่งบริเวณที่คุณเปิดร้านมีชาวต่างชาติเยอะๆแล้วละก็ พร้อมได้เลยฝึกฝีมือในการทำอาหารเมนู 10 อย่างต่อไปนี้
เพราะ 10 เมนูที่กล่าวต่อไปนี้นอกจากจะอร่อยและถูกปากคนในประเทศเรากันแล้ว ยัง ถูกปากชาวต่างชาติอีกซะด้วย
และเมนูพวกนี้ยังโด่งดังเป็นที่ให้ชาวต่างชาติได้ประจักถึงรสชาติมานัดต่อนัดแล้ว
เมนูอาหารต่อไปนี้แหละครับที่ทำให้ร้านอาหารไทยที่เปิดในต่างประเทศนั้นขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
เริ่มเข้าเรื่อง
วันนี้รายการยั่วน้ำลายเพื่อนๆ กระผมน้องเซียนจะขอเสนอ 10 เมนูอาหารไทยที่คนไทยชื่นชอบและชาวต่างชาติยังยอมรับในรสชาติ
มันมีเมนูอะไรกันนะว่าแล้วต้องดู อ้อ เก็บน้ำลายของเพื่อนๆให้ดีนะครับ ^^
เมนูยอดฮิตอันดับที่ 10 (แต่น แตน แต๊น)

แกงพะแนง
เซียน Say : สวัสดีครับคุณ โฮลี่ วันนี้ผมขอมาสอบถามหน่อยนะครับว่าทำไมแกงพะแนงถึงติดใจคุณถึงเพียงนี้ครับ เห็นมาร้านนี้สั่งทุกวันเลย แถมยังโหวตให้กับเมนูนี้อีกซะด้วย ^^
โฮลี่ Say : ไอชอบที่กะทิครับผม !!! ทั้งความเผ็ด หวาน มัน อร่อยอย่างลงตัวที่ผสมผสานกับกะทิและเนื้อ และถ้ากินพร้อมกับข้าวสวยร้อนๆแบบนี้ ผมชอบจริงๆครับ ทำให้ลืมความอ้วนในเวลากินเลย ถ้าที่ประเทศไอมีขายจะแด๊กมะแร่งทุกวันเลยครับ
เซียน Say : ฮ่าๆๆๆ !! ท่าทางคุณโฮลี่จะชอบมากจริงๆนะครับ ^^ ขอบคุณที่ให้คำตอบกับทางเราครับผม
เมนูยอดฮิตอันดับที่ 9 (แต่น แตน แต๊น)

ไก่ผัดเม็ดมะม่วง
เซียน Say : ตอนนี้เราล่าเหยื่อ เอ้ย ผู้ที่จะตอบคำถามให้กับเราแล้วละครับว่าทำไม เขาจึงโหวตให้กับ ไก่ผัดเม็ดม่วง สวัสดีครับคุณ วอน นอน คุก
วอน นอน คุก Say : สวัสดีครับ (ไหว้อย่างสวยงาม พร้อมเงยหน้าขึ้นมายิ้มแบบมีแสงส่องประกายดังวิ้ง)
เซียน Say : โอ้ แสงฟันทองจากคุณ วอน นอน คุก ชั่งจ้าจริงๆ ขอเข้าเรื่องเลยนะครับ ทำไมคุณ วอน นอน คุก ถึงชอบได้โหวตให้กับเมนูนี้ครับ
วอน นอน คุก Say : ผมชอบที่ความหวานอย่างลงตัวและความเผ็ดเล็กนอนของพริกแห้งครับ พร้อมอมความเปรี้ยวเล็กน้อย นี่สิครับรสชาติที่ผมหามานาน ถ้าที่ประเทศเรามีขายจะแด๊กมะแร่งทุกวันเลยครับ
เซียน Say : ขอบคุณที่ร่วมให้คำตอบกับเรานะครับ ^^
เมนูยอดฮิตอันดับที่ 8 (แต่น แตน แต๊น)

หมูสเต๊ะ
เซียน Say : สวัสดีครับคุณ ซันจิ ทำไมคุณถึงโหวตให้กับหมูสเต๊ะครับ
ซันจิ Say : อ้อ !! ก็เพราะที่สเน่ห์ของน้ำจิ้มสองอย่างนะสิครับ มีความอร่อยที่ลงตัวกับเนื้อหมูสเต๊ะเป็นอย่างมาก แล้วยิ่งถ้าเนื้อหมูทำมาจากเนื้อสันนอกคัดสรรอย่างดีแล้วละก็ ความนุ่มของเนื้อหมู จิ้มกับน้ำจิ้มสองอย่างนี้ แล้วกินเข้าไป มันช่างเริศมากจริงๆ ถ้าที่ประเทศผมมีขายจะแด๊กมะแร่งทุกวันเลยครับ
เซียน Say : เอ่อ ไอ้คำลงท้ายนี่เหมือนสองคนด้านบนนี่เลยนะครับลออกกันมาป่ะเนี่ย เหอๆ ขอบคุณคุณซันจิที่ให้คำตอบเรานะครับ
เมนูยอดฮิตอันดับที่ 7 (แต่น แตน แต๊น)

ยำเนื้อย่าง
เซียน Say : สวัสดีครับคุณ ปีเตอร์ อยากถามหน่อยครับว่าทำไมคุณถึงโหวตให้กับเมนูนี้ครับ
ปีเตอร์ Say : เพราะความเรี้ยว เผ็ด ที่ซาบซ่าน พร้อมกับเนื้อย่างร้อนๆที่มีความเค็มๆเล็กน้อยของเนื้อที่หมักครับ ไอเลยชอบมากๆ ถ้าที่ประเทศไอมีขายจะแด๊กมะแร่งทุกวันเลยครับ
เซียน Say : ไอ้คำลงท้ายนั่นมันอะไรเฮ้ย พอได้แล้วโว้ยยยย เลิกลอกกันมาเสียที ยังไงก็ขอบคุณคุณปีเตอร์ที่ให้ข้อมูลละกันครับ
เมนูยอดฮิตอันดับที่ 6 (แต่น แตน แต๊น)

แกงข่าไก่
เซียน Say : สวัสดีครับคุณ ลอลิเอะ ^^ ขอสอบถามหน่อยนะครับว่าทำไมคุณถึงได้โหวตให้กับเมนูนี้ >.<" ลอลิเอะ (จ้องหน้าอย่างดุ ปานกินเลือดกินเนื้อ) เซียน Say : เอ่อ.....!! คือ ว่า....ทำไมคุณถึง ได้ โหวต ให้ ..... ลอลิเอะ Say : เมิงรู้มั้ยกูลูกใคร ไอ้หน้าเป็ด บังอาจกล้าตี้ซี้คุยกะข้ารึ หาาา ไปไกลๆ ก่อนที่จะโดนตื้บ เซียน Say : ข้าน้อยขอโทษคร้าบ ว่าแล้วก็เผ่นแน่บ (แล้วบทสอบถามเรื่องเมนูนี้ก็ต้องปิ๋วไป) เมนูยอดฮิตอันดับที่ 5 (แต่น แตน แต๊น)
แกงผัดเผ็ดเป็ดย่าง
เซียน Say : สวัสดีครับผมคุณ รอน ^^ ไม่กัดผมนะครับ คืออยากสอบถามหน่อยนะครับว่าทำไมคุณถึงโหวตให้กับเมนูนี้ครับ
รอน Say : อ้อไอชอบที่รสชาติ กะทิที่มีรสหวานเค็มเปรี้ยวนิดๆ ตัดความมันและเลี่ยนของกะทิได้ดี นี่ละรสชาติที่ไอหามานาน
เซียน say : ขอบคุณที่ให้คำตอบนะครับ ^^
เมนูยอดฮิตอันดับที่ 4 (แต่น แตน แต๊น)

ผัดกระเพรา
เซียน Say : เฮ้อทำไมเมนูนี้ถึงได้อันดับสามนะ เอาเถอะเข้าเรื่อง อันนี้ผมขอตอบชาวต่างชาติทุกคนที่โหวตให้กับเมนูนี้ได้เลยครับว่า ผู้ที่เลือกเมนูนี้นั้น ล้วนชอบรสชาติที่สุดฮอตแอนด์สไปซี่กันนั่นเอง และเมนูนี้แหละครับ ที่เรียกได้เลยว่ามันคือ รสชาติในตำนาน
เมนูยอดฮิตอันดับที่ 3 (แต่น แตน แต๊น)

ผัดไท
เซียน Say : ไม่น่าเชื่อ ว่าเมนูนี้จะติด สามอันดับต้นๆ เพราะอะไรต้องถามผู้ที่ให้คะแนนนี้ครับ สวัสดีครับคุณ ฟอลโกเร่ ทำไมคุณถึงได้ให้คะแนนกับเมนูนี้ครับ
ฟอลโกเร่ Say : สวัสดีครับ ก็เพราะไอชอบที่รสชาติที่เราสามารถปรุงแต่งเพิ่มได้อะชิมิ มันมีทั้งความ หวาน เผ็ด เค็ม ที่ประสานเข้ากันลงตัวอย่างแรง !! แล้วคิดดูนะชิมิ เส้นสุดเหนียวนุ่มที่ไปผัดร้อนๆ กับกุ้งสด แล้วผสานกับรสชาติแบบนี้มันอร่อยมากๆชิมิ ไม่โหวตให้กับเมนูนี้ไอนอนไม่หลับแน่ชิมิ
เซียน Say : ฝรั่งเชี้ยไรเนี่ย พูดคำติดปากว่าชิมิๆ - -" เอาเถอะครับ ยังไงก็ขอบคุณที่ให้คำตอบนะครับคุณฟอลโกเร่ ^^
เมนูยอดฮิตอันดับที่ 2 (แต่น แตน แต๊น)

แกงเขียวหวาน
................... เนื่องจากคนให้สัมภาษณ์ ได้หนี เราจึงไม่สามารถหาเหยื่อมาถามต่อได้ (ขี้เกียจหาใหม่น่ะ) เราจึงขอ อภัยมา ณ ที่นี้ ...................
เมนูยอดฮิตอันดับที่ 1 (ผ่างงงงงงง!!!!)

ต้มยำกุ้ง
เซียน Say : วะฮ่าๆๆ ในที่สุดก็มาถึงเมนูอันเลื่องชื่อ ที่ประกาศให้โลกได้รู้ว่า อาหารไทยมี ดี เราจะขอสอบถามกันเลยครับว่าทำไมเมนูนี้คนถึงได้โหวตกันมากมายเพียงนี้ สวัสดีครับ คุณ ไอซ์ ทำไมคุณไอซ์ถึงได้โหวตให้กับเมนูละครับ
ไอซ์ Say : ฮ่าๆๆ เพราะว่าไอชอบจาพนมครับ เขาแสดงเก่งมากเลยโหวตให้...
เซียน Say : น่าน ฝรั่งกวน ไม่ฮาพากุเครียดอีก ตอบดีๆครับคุณไอซ์ - -" ก่อนที่จะมีอะไรบินลงหัวคุณไอซ์นะครับ อิอิ ^^
ไอซ์ Say : ฮ่าๆๆ ไอล้อเล่นน่า อย่าเพิ่งเอาวัตถุมาลงจอดบนหัวไอ ที่ไอชอบก็เพราะรสชาติที่จัดจ้านของน้ำซุป เป็นรสชาติ ที่เผ็ดร้อน มีทั้งเปรี้ยว เค็ม เผ็ด แล้วยูรู้อะไรอีกมั้ย นอกจากอร่อยแล้ว อาหารของประเทศยู เมนูนี้ ให้คุณค่าทางอาหารมากมายอย่างแร๊งอย่างแรง เลยนะ ด้วยคุณค่าของสมุนไพร ขิง ข่า ใบมะกรูด มะนาว บลาๆๆๆ ไอจึงชอบมากครับเมนูนี้ บอกได้คำเดียว Perfect มากๆเลยครับ ^^
เซียน Say : ขอบคุณมากครับคุณไอซ์ ที่ชอบเมนูนี้ของอาหารไทยเราครับ ขอบคุณที่ให้สัมภาษณ์นะครับ ^^
เห็นมั้ยครับ ว่าเมนู 10 อย่างนั้น ชาวต่างชาติเขายังชื่นชอบมากแค่ไหน ^^
จงภูมิใจในอาหารบ้านเรากันเถอะครับ
ว่าแล้วผมขอตัวไปหม่ำๆก่อนละ ชักหิวๆเหมือนกัน อิอิ รายการยั่วน้ำลาย ขอจบเพียงเท่านี้ สวัสดีครับ
ถ้ายิ่งบริเวณที่คุณเปิดร้านมีชาวต่างชาติเยอะๆแล้วละก็ พร้อมได้เลยฝึกฝีมือในการทำอาหารเมนู 10 อย่างต่อไปนี้
เพราะ 10 เมนูที่กล่าวต่อไปนี้นอกจากจะอร่อยและถูกปากคนในประเทศเรากันแล้ว ยัง ถูกปากชาวต่างชาติอีกซะด้วย
และเมนูพวกนี้ยังโด่งดังเป็นที่ให้ชาวต่างชาติได้ประจักถึงรสชาติมานัดต่อนัดแล้ว
เมนูอาหารต่อไปนี้แหละครับที่ทำให้ร้านอาหารไทยที่เปิดในต่างประเทศนั้นขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
เริ่มเข้าเรื่อง
วันนี้รายการยั่วน้ำลายเพื่อนๆ กระผมน้องเซียนจะขอเสนอ 10 เมนูอาหารไทยที่คนไทยชื่นชอบและชาวต่างชาติยังยอมรับในรสชาติ
มันมีเมนูอะไรกันนะว่าแล้วต้องดู อ้อ เก็บน้ำลายของเพื่อนๆให้ดีนะครับ ^^
เมนูยอดฮิตอันดับที่ 10 (แต่น แตน แต๊น)
แกงพะแนง
เซียน Say : สวัสดีครับคุณ โฮลี่ วันนี้ผมขอมาสอบถามหน่อยนะครับว่าทำไมแกงพะแนงถึงติดใจคุณถึงเพียงนี้ครับ เห็นมาร้านนี้สั่งทุกวันเลย แถมยังโหวตให้กับเมนูนี้อีกซะด้วย ^^
โฮลี่ Say : ไอชอบที่กะทิครับผม !!! ทั้งความเผ็ด หวาน มัน อร่อยอย่างลงตัวที่ผสมผสานกับกะทิและเนื้อ และถ้ากินพร้อมกับข้าวสวยร้อนๆแบบนี้ ผมชอบจริงๆครับ ทำให้ลืมความอ้วนในเวลากินเลย ถ้าที่ประเทศไอมีขายจะแด๊กมะแร่งทุกวันเลยครับ
เซียน Say : ฮ่าๆๆๆ !! ท่าทางคุณโฮลี่จะชอบมากจริงๆนะครับ ^^ ขอบคุณที่ให้คำตอบกับทางเราครับผม
เมนูยอดฮิตอันดับที่ 9 (แต่น แตน แต๊น)
ไก่ผัดเม็ดมะม่วง
เซียน Say : ตอนนี้เราล่าเหยื่อ เอ้ย ผู้ที่จะตอบคำถามให้กับเราแล้วละครับว่าทำไม เขาจึงโหวตให้กับ ไก่ผัดเม็ดม่วง สวัสดีครับคุณ วอน นอน คุก
วอน นอน คุก Say : สวัสดีครับ (ไหว้อย่างสวยงาม พร้อมเงยหน้าขึ้นมายิ้มแบบมีแสงส่องประกายดังวิ้ง)
เซียน Say : โอ้ แสงฟันทองจากคุณ วอน นอน คุก ชั่งจ้าจริงๆ ขอเข้าเรื่องเลยนะครับ ทำไมคุณ วอน นอน คุก ถึงชอบได้โหวตให้กับเมนูนี้ครับ
วอน นอน คุก Say : ผมชอบที่ความหวานอย่างลงตัวและความเผ็ดเล็กนอนของพริกแห้งครับ พร้อมอมความเปรี้ยวเล็กน้อย นี่สิครับรสชาติที่ผมหามานาน ถ้าที่ประเทศเรามีขายจะแด๊กมะแร่งทุกวันเลยครับ
เซียน Say : ขอบคุณที่ร่วมให้คำตอบกับเรานะครับ ^^
เมนูยอดฮิตอันดับที่ 8 (แต่น แตน แต๊น)
หมูสเต๊ะ
เซียน Say : สวัสดีครับคุณ ซันจิ ทำไมคุณถึงโหวตให้กับหมูสเต๊ะครับ
ซันจิ Say : อ้อ !! ก็เพราะที่สเน่ห์ของน้ำจิ้มสองอย่างนะสิครับ มีความอร่อยที่ลงตัวกับเนื้อหมูสเต๊ะเป็นอย่างมาก แล้วยิ่งถ้าเนื้อหมูทำมาจากเนื้อสันนอกคัดสรรอย่างดีแล้วละก็ ความนุ่มของเนื้อหมู จิ้มกับน้ำจิ้มสองอย่างนี้ แล้วกินเข้าไป มันช่างเริศมากจริงๆ ถ้าที่ประเทศผมมีขายจะแด๊กมะแร่งทุกวันเลยครับ
เซียน Say : เอ่อ ไอ้คำลงท้ายนี่เหมือนสองคนด้านบนนี่เลยนะครับลออกกันมาป่ะเนี่ย เหอๆ ขอบคุณคุณซันจิที่ให้คำตอบเรานะครับ
เมนูยอดฮิตอันดับที่ 7 (แต่น แตน แต๊น)
ยำเนื้อย่าง
เซียน Say : สวัสดีครับคุณ ปีเตอร์ อยากถามหน่อยครับว่าทำไมคุณถึงโหวตให้กับเมนูนี้ครับ
ปีเตอร์ Say : เพราะความเรี้ยว เผ็ด ที่ซาบซ่าน พร้อมกับเนื้อย่างร้อนๆที่มีความเค็มๆเล็กน้อยของเนื้อที่หมักครับ ไอเลยชอบมากๆ ถ้าที่ประเทศไอมีขายจะแด๊กมะแร่งทุกวันเลยครับ
เซียน Say : ไอ้คำลงท้ายนั่นมันอะไรเฮ้ย พอได้แล้วโว้ยยยย เลิกลอกกันมาเสียที ยังไงก็ขอบคุณคุณปีเตอร์ที่ให้ข้อมูลละกันครับ
เมนูยอดฮิตอันดับที่ 6 (แต่น แตน แต๊น)
แกงข่าไก่
เซียน Say : สวัสดีครับคุณ ลอลิเอะ ^^ ขอสอบถามหน่อยนะครับว่าทำไมคุณถึงได้โหวตให้กับเมนูนี้ >.<" ลอลิเอะ (จ้องหน้าอย่างดุ ปานกินเลือดกินเนื้อ) เซียน Say : เอ่อ.....!! คือ ว่า....ทำไมคุณถึง ได้ โหวต ให้ ..... ลอลิเอะ Say : เมิงรู้มั้ยกูลูกใคร ไอ้หน้าเป็ด บังอาจกล้าตี้ซี้คุยกะข้ารึ หาาา ไปไกลๆ ก่อนที่จะโดนตื้บ เซียน Say : ข้าน้อยขอโทษคร้าบ ว่าแล้วก็เผ่นแน่บ (แล้วบทสอบถามเรื่องเมนูนี้ก็ต้องปิ๋วไป) เมนูยอดฮิตอันดับที่ 5 (แต่น แตน แต๊น)
แกงผัดเผ็ดเป็ดย่าง
เซียน Say : สวัสดีครับผมคุณ รอน ^^ ไม่กัดผมนะครับ คืออยากสอบถามหน่อยนะครับว่าทำไมคุณถึงโหวตให้กับเมนูนี้ครับ
รอน Say : อ้อไอชอบที่รสชาติ กะทิที่มีรสหวานเค็มเปรี้ยวนิดๆ ตัดความมันและเลี่ยนของกะทิได้ดี นี่ละรสชาติที่ไอหามานาน
เซียน say : ขอบคุณที่ให้คำตอบนะครับ ^^
เมนูยอดฮิตอันดับที่ 4 (แต่น แตน แต๊น)
ผัดกระเพรา
เซียน Say : เฮ้อทำไมเมนูนี้ถึงได้อันดับสามนะ เอาเถอะเข้าเรื่อง อันนี้ผมขอตอบชาวต่างชาติทุกคนที่โหวตให้กับเมนูนี้ได้เลยครับว่า ผู้ที่เลือกเมนูนี้นั้น ล้วนชอบรสชาติที่สุดฮอตแอนด์สไปซี่กันนั่นเอง และเมนูนี้แหละครับ ที่เรียกได้เลยว่ามันคือ รสชาติในตำนาน
เมนูยอดฮิตอันดับที่ 3 (แต่น แตน แต๊น)
ผัดไท
เซียน Say : ไม่น่าเชื่อ ว่าเมนูนี้จะติด สามอันดับต้นๆ เพราะอะไรต้องถามผู้ที่ให้คะแนนนี้ครับ สวัสดีครับคุณ ฟอลโกเร่ ทำไมคุณถึงได้ให้คะแนนกับเมนูนี้ครับ
ฟอลโกเร่ Say : สวัสดีครับ ก็เพราะไอชอบที่รสชาติที่เราสามารถปรุงแต่งเพิ่มได้อะชิมิ มันมีทั้งความ หวาน เผ็ด เค็ม ที่ประสานเข้ากันลงตัวอย่างแรง !! แล้วคิดดูนะชิมิ เส้นสุดเหนียวนุ่มที่ไปผัดร้อนๆ กับกุ้งสด แล้วผสานกับรสชาติแบบนี้มันอร่อยมากๆชิมิ ไม่โหวตให้กับเมนูนี้ไอนอนไม่หลับแน่ชิมิ
เซียน Say : ฝรั่งเชี้ยไรเนี่ย พูดคำติดปากว่าชิมิๆ - -" เอาเถอะครับ ยังไงก็ขอบคุณที่ให้คำตอบนะครับคุณฟอลโกเร่ ^^
เมนูยอดฮิตอันดับที่ 2 (แต่น แตน แต๊น)
แกงเขียวหวาน
................... เนื่องจากคนให้สัมภาษณ์ ได้หนี เราจึงไม่สามารถหาเหยื่อมาถามต่อได้ (ขี้เกียจหาใหม่น่ะ) เราจึงขอ อภัยมา ณ ที่นี้ ...................
เมนูยอดฮิตอันดับที่ 1 (ผ่างงงงงงง!!!!)
ต้มยำกุ้ง
เซียน Say : วะฮ่าๆๆ ในที่สุดก็มาถึงเมนูอันเลื่องชื่อ ที่ประกาศให้โลกได้รู้ว่า อาหารไทยมี ดี เราจะขอสอบถามกันเลยครับว่าทำไมเมนูนี้คนถึงได้โหวตกันมากมายเพียงนี้ สวัสดีครับ คุณ ไอซ์ ทำไมคุณไอซ์ถึงได้โหวตให้กับเมนูละครับ
ไอซ์ Say : ฮ่าๆๆ เพราะว่าไอชอบจาพนมครับ เขาแสดงเก่งมากเลยโหวตให้...
เซียน Say : น่าน ฝรั่งกวน ไม่ฮาพากุเครียดอีก ตอบดีๆครับคุณไอซ์ - -" ก่อนที่จะมีอะไรบินลงหัวคุณไอซ์นะครับ อิอิ ^^
ไอซ์ Say : ฮ่าๆๆ ไอล้อเล่นน่า อย่าเพิ่งเอาวัตถุมาลงจอดบนหัวไอ ที่ไอชอบก็เพราะรสชาติที่จัดจ้านของน้ำซุป เป็นรสชาติ ที่เผ็ดร้อน มีทั้งเปรี้ยว เค็ม เผ็ด แล้วยูรู้อะไรอีกมั้ย นอกจากอร่อยแล้ว อาหารของประเทศยู เมนูนี้ ให้คุณค่าทางอาหารมากมายอย่างแร๊งอย่างแรง เลยนะ ด้วยคุณค่าของสมุนไพร ขิง ข่า ใบมะกรูด มะนาว บลาๆๆๆ ไอจึงชอบมากครับเมนูนี้ บอกได้คำเดียว Perfect มากๆเลยครับ ^^
เซียน Say : ขอบคุณมากครับคุณไอซ์ ที่ชอบเมนูนี้ของอาหารไทยเราครับ ขอบคุณที่ให้สัมภาษณ์นะครับ ^^
เห็นมั้ยครับ ว่าเมนู 10 อย่างนั้น ชาวต่างชาติเขายังชื่นชอบมากแค่ไหน ^^
จงภูมิใจในอาหารบ้านเรากันเถอะครับ
ว่าแล้วผมขอตัวไปหม่ำๆก่อนละ ชักหิวๆเหมือนกัน อิอิ รายการยั่วน้ำลาย ขอจบเพียงเท่านี้ สวัสดีครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)